การผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง

การผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง

การผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง เป็นหัตถการทางสูติศาสตร์ที่สำคัญที่สุดและทำกันมากที่สุดเพราะเป็นการช่วยชีวิตทารกและมารดา

ความหมาย การผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง หมายถึง การคลอดบุตรผ่านทางแผลผ่าตัดผนังหน้าท้อง และแผลผ่าตัดผ่านผนังมดลูก
ข้อบ่งชี้ของการผ่าตัดคลอด ข้อบ่งชี้ในการทำผ่าตัดคลอดทางหน้าท้องมี 4 ประการ คือ
1. เคยผ่าตัดมาก่อน เช่น มีประวัติผ่าตัดคลอดทางหน้าคลอด เคยผ่าตัดซ่อมแซมมดลูกแตก เคยผ่าตัดเนื้องอกมดลูกที่มีขนาดใหญ่
2. การคลอดยาก อาจเกิดจากการผิดสัดส่วนระหว่างเชิงกรานของมารดากับส่วนนำของทารก ประเมินจากความล้มเหลวของการชักนำการคลอด การหดรัดตัวของมดลูกผิดปกติ ความก้าวหน้าของการคลอดหยุดชะงัก เช่น ปากมดลูกเปิดเท่าเดิม ระดับส่วนนำของทารกไม่เปลี่ยนแปลง เป็นต้น
3. ทารกในครรภ์ขาดออกซิเจน
4. ทารกในครรภ์มีส่วนนำผิดปกติ เช่น ทารกท่าก้น ท่าขวาง ท่าหน้าผาก
5. รกขวางทางคลอด ทำให้ไม่สามารถคลอดทางช่องคลอดได้ เช่น ภาวะรกเกาะต่ำ (Placenta previa) ภาวะรกลอกตัวก่อนเวลา (Abruptio placenta)

ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนของการผ่าตัดคลอด
ความเสี่ยงต่อมารดา
1. อัตราการตายของมารดา มารดาตายจากการผ่าตัดคลอด 3 – 7 เท่าของการคลอดทางช่องคลอด
2. ภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด ได้แก่
2.1 ตกเลือดหลังคลอด ซึ่งเกิดจากมดลูกหดรัดตัวไม่ดี การขยายและการฉีกขาดของแผลผ่าตัด เนื้องอกมดลูก รกฝังตัวแน่นผิดปกติ
2.2 การฉีกขาดของอวัยวะข้างเคียง เช่น เกิดอันตรายต่อกระเพาะปัสสาวะ ท่อไต ช่องคลอด และมดลูกส่วนล่าง
3. ภาวะแทรกซ้อนของมารดาที่เคยผ่าตัด ร้อยละ 2.4 ของมารดาที่เคยผ่าตัดมีภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น มดลูกแตก รกเกาะต่ำ หรือรกเกาะแน่นผิดปกติ มารดาเสียชีวิตจากภาวะ Deep vein thrombosis และ Pulmonary embolism
4. ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัด ได้แก่
4.1 การติดเชื้อหลังผ่าตัด พบการเกิด Endomyometritis ร้อยละ 10 – 50
4.2 การติดเชื้อของกระเพาะปัสสาวะ
4.3 ลำไส้ไม่ทำงาน
4.4 ปอดแฟบ

ความเสี่ยงต่อทารก
1. อัตราตายของทารกแรกเกิด
2. การคลอดก่อนกำหนด
3. Respiratory distress syndrome
4. การบาดเจ็บ

การผ่าตัดคลอดแบบฉุกเฉิน การผ่าตัดคลอดแบบฉุกเฉิน แบ่งเป็น 2 ชนิดตามความเสี่ยง
1. True emergency กรณีนี้ต้องทำผ่าตัดอย่างรีบด่วนไม่มีเวลาเตรียมตัวผู้คลอดล่วงหน้า เช่น สายสะดือย้อย การตกเลือดก่อนคลอด
2. Anticipated emergency กลุ่มนี้มีการเตรียมตัวเพื่อการคลอด เช่น งดน้ำงดอาหาร สวนอุจจาระ มีการเจ็บครรภ์ระยะหนึ่ง เช่น ภาวะเด็กในครรภ์มีภาวะเครียด ไม่มีความก้าวหน้าในการเจ็บครรภ์ หรือมีปัญหา 2 อย่างร่วมกัน
ชนิดของการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง การผ่าตัดทำคลอดทางหน้าท้องจะมีแผลผ่าตัดอยู่ 2 แห่ง ได้แก่ ผนังหน้าท้องและกล้ามเนื้อมดลูก โดยมีวิธีการทำผ่าตัดหลายวิธีดังนี้

การลงแผลผ่าตัดที่หน้าท้อง
1. การลงแผลในแนวกึ่งกลางลำตัวต่ำกว่าระดับสะดือ Low midline incision ความยาวของแผลผนังหน้าท้องขึ้นอยู่กับขนาดของทารก
2. การลงแผลในแนวขวางลำตัวตรงตำแหน่ง Skin crease เหนือหัวหน่าว Pfannenstiel incision การลงแผลแบบนี้มีข้อดีคือ แผลสวยงามและรอยแผลซ่อนอยู่ใต้ขอบกางเกงชั้นใน ความแข็งแรงของแผลดีกว่า ทำให้เกิด Incision hernia น้อยกว่า แต่มีข้อเสียคือ การขยายขนาดของแผลผ่าตัดทำได้ไม่ดีเท่าแบบ midline incision และใช้เวลาการทำผ่าตัดนานกว่า

การลงแผลผ่าตัดที่กล้ามเนื้อมดลูก
1. การลงแผลผ่าตัดในแนวขวางที่บริเวณ Lower segment ของตัวมดลูก เรียกว่า Low transverse incision เป็นวิธีการทำผ่าตัดที่นิยมมาก เนื่องจากมีข้อดีหลายประการ เช่น เสียเลือดน้อยกว่า เย็บซ่อมแซมได้ง่าย ความแข็งแรงของแผลดี เสี่ยงต่อภาวะมดลูกแตกในครรภ์ถัดไปน้อยกว่า มีการเกาะติดลำไส้ที่บริเวณแผลผ่าตัดน้อยกว่า
2. การลงแผลผ่าตัดที่บริเวณแนวกึ่งกลางของมดลูกตรงบริเวณ Body ของมดลูกเหนือระดับ Lower uterine segment วิธีนี้เรียกว่า Classical cesarean incision วิธีการนี้ไม่ค่อยนิยมเนื่องจากมีข้อเสีย ได้แก่แผลที่ผนังมดลูกไม่แข็งแรงเสี่ยงต่อมดลูกแตกในครรภ์ถัดมา เสียเลือดในการทำผ่าตัดมากกว่า เย็บซ่อมแซมแผลผ่าตัดยากกว่า มีพังผืดและบางส่วนของลำไส้มาเกาะติดที่แผลผ่าตัด

การพยาบาลมารดาที่ได้รับการผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง ประกอบด้วยการประเมินสภาพ การเตรียมความพร้อมด้านร่างกายและจิตสังคมของมารดา การให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติตัวก่อน/ขณะ/และหลังผ่าตัดคลอด การป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัด และการฟื้นฟูสุขภาพของมารดาหลังผ่าตัดคลอดให้กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง มีสุขภาพจิตดี และสามารถเผชิญกับความไม่สุขสบาย และความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น สามารถดูแลตนเองหลังผ่าตัดคลอดและสามารถดูแลบุตรได้อย่างถูกต้องเหมาะสม

การพยาบาล
การป้องกันภาวะตกเลือดหลังผ่าตัดคลอด
1. ประเมินอาการและอาการแสดงของภาวะตกเลือด เช่น มีเลือดออกจากแผลผ่าตัดหรือออกทาง
ช่องคลอดมากขึ้น มดลูกหดรัดตัวไม่ดี และประเมินอาการแสดงที่สัมพันธ์กับการเสียเลือด ถ้าไม่สัมพันธ์กันควรตรวจบริเวณหน้าท้องอาจมีการตกเลือดภายในช่องท้อง
2. ประเมินสัญญาณชีพตามมาตรฐานการดูแลมารดาหลังผ่าตัด ถ้ามีหายใจเร็วขึ้น ความดันโลหิตลดลง อาจแสดงถึงการเสียเลือดในปริมาณมากขึ้น
3. ประเมิน บันทึกลักษณะและปริมาณเลือดที่ออกจากแผลผ่าตัด และช่องคลอด
เพื่อประเมินการเสียเลือด ถ้ามีเลือดออกมากผิดปกติ รีบรายงานแพทย์
4. ประเมินการหดรัดตัวของมดลูก ถ้ามีการหดรัดตัวไม่ดีจะเป็นสาเหตุของการตกเลือดหลังคลอด
5. ดูแลให้ปัสสาวะไหลทางสายยางสวนปัสสาวะสะดวกไม่อุดตัน เพื่อให้มดลูกหดรัดตัวดี รวมทั้ง
ประเมินสี ปริมาณ ลักษณะที่ออก เพื่อประเมินภาวะช็อค และร่างกายได้รับสารน้ำเพียงพอ
6. ดูแลให้ได้รับสารน้ำ 5%D/N/2 1,000 CC + Syntocinon 10 ยูนิต iv drip 30 drop/min
ตามแผนการรักษาของแพทย์ เพื่อรักษาสมดุลของสารน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย และ Syntocinon ช่วยให้มดลูกหดรัดตัวได้ดีขึ้น
7. ถ้ามารดามีเลือดออกมากกว่าปกติให้ประเมินหาสาเหตุและรีบรายงานแพทย์

ป้องกันภาวะแทรกซ้อน จากการได้รับยาระงับความรู้สึกทางไขสันหลัง
1. ประเมินสัญญาณชีพ ทุก 15 นาที X 4 ครั้ง ทุก 30 นาที X 2 ครั้ง และทุก 1 ชั่วโมง จนเป็นปกติ ต่อไปวัดทุก 4 ชั่วโมง
2. สังเกตอาการผิดปกติ เช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน
3. ดูแลให้นอนราบ 12 ชั่วโมง เพื่อป้องกันการรั่วซึมของน้ำไขสันหลัง
4. ดูแลให้ได้รับสารน้ำอย่างเพียงพอ ตามแผนการรักษาของแพทย์

บรรเทาอาการปวดแผลผ่าตัด
1. ประเมินระดับของอาการปวดแผลด้วยการสอบถาม สังเกตพฤติกรรม หรือการใช้ตัวเลข
บอกระดับความเจ็บปวด เพื่อประเมินประกอบการพิจารณาเลือกวิธีบรรเทาความเจ็บปวด
2. ประเมินภาวะเครียดด้านจิตใจและการตอบสนองทางอารมณ์ของมารดา หากมารดา
มีความวิตกกังวล และเครียดมากอาจทำให้ความเจ็บปวดรุนแรงมากกว่าปกติ
3. จัดให้มารดาอยู่ในท่าที่สุขสบาย หลังจากนอนราบครบ 12 ชั่วโมง ควรจัดให้นอนในท่า
ศีรษะสูง หรือ นอนตะแคงคู้เข่า เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อหน้าท้องหย่อนและอาการเจ็บตึงแผลผ่าตัดลดลง
4. ดูแลความสะอาดร่างกาย จัดสิ่งแวดล้อมให้สะอาด มีอากาศถ่ายเทสะดวกและไม่มี
เสียงรบกวนเพื่อให้มารดาได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ
5. แนะนำมารดาใช้เทคนิคผ่อนคลายเพื่อลดความวิตกกังวล และการรับรู้ต่อความเจ็บปวดลดลง
6. แนะนำวิธีการประคองแผลผ่าตัดด้วยมือ หรือหมอนขณะเคลื่อนไหวร่างกาย เพื่อลดการกระทบกระเทือนแผล
7. ดูแลให้ได้รับยาบรรเทาอาการปวดแผลตามแผนการรักษา และประเมินภาวะแทรกซ้อนจากยา

ป้องกันการติดเชื้อหลังผ่าตัดคลอด
1. ประเมินลักษณะแผลผ่าตัดของมารดา โดย สังเกตแผลบวม แดง สีผิวที่เขียวช้ำ ความสม่ำเสมอของขอบแผล และอาการแสดงจากการกดเจ็บ ระดับความรุนแรงของการเจ็บปวดแผล
2. ประเมินและแนะนำมารดาให้สังเกตลักษณะของน้ำคาวปลา เช่น สี กลิ่น ปริมาณ
3. อธิบายกลไกการหายของแผลและการเปลี่ยนแปลงของน้ำคาวปลาให้มารดาเข้าใจ
4. แนะนำการรักษาความสะอาดของอวัยวะสืบพันธุ์ ทำความสะอาดทุกครั้งหลังการถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ การเปลี่ยนผ้าอนามัยทุก 4 ชั่วโมง
5. ตรวจวัดสัญญาณชีพอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินการติดเชื้อหลังคลอด รวมถึงสังเกตลักษณะของแผลผ่าตัดหากมีอาการปวดร้อน บวม แดง หรือน้ำคาวปลามีกลิ่นเหม็น สีแดงผิดปกติให้รายงานแพทย์
6. แนะนำให้รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพื่อส่งเสริมการหายของแผล

แหล่งอ้างอิง

วิทูรย์ ประเสริฐเจริญสุข. Emergency Cesarean Section.
จากเว็บไซต์: http://library.md.kku.ac.th/47-3.pdf

This entry was posted in Uncategorized. Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

You may use these HTML tags and attributes: <a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>